แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความโกรธ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความโกรธ แสดงบทความทั้งหมด

วันพฤหัสบดีที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2555

ความโกรธ คือไฟนรกเผาผลาญตนเองและผู้อื่นให้ได้รับความเดือดร้อน หลายภพหลายชาติ

ความโกรธ คือความร้อนคือไฟนรก ผู้ใดมีมากก็ร้อนมาก ผู้ใดมีน้อยก็ร้อนน้อย ไม่มีก็สงบ
ความโกรธมีหลายระดับ ผมตั้งไว้ 5ระดับ  ดังนี้
1.ระดับงูจำศีล
2.ระดับงูกำลังเลื้อย
3.ระดับงูกำลังหิว(ต้องหาเหยื่อ)
4.ระดับงูกำลังงับเหยื่อคาปาก
5.ระดับงูกำลังกลืนเหยือลงท้อง
ความโกรธ ก็เหมือนคนที่กางร่มในที่ลมพัดแรง ไฉนเลยจะต้านลมนั้นได้ลมเปรียบเสมือนสิ่งที่มากระทบ ส่วนร่มเปรียบเสมือนไฟแห่งความโกรธที่เปิดรับ ทำให้ได้รับความเดือดร้อน ทั้งตนเองและผู้อื่น ทำไมเราไม่หุบร่มการระงับความโกรธด้วยความไม่โกรธ เราก็ค้องรู้จักความโกรธให้ถ่องแท้ความโกรธมาจากไหนเล่า รากเหง้าความโกรธ ก็มาจาก ความอาฆาตพยาบาท
จองเวร ที่สะสมมาหลายภพหลายชาติ หากเราผูกเวร ก็ไม่มีทางหลุดพ้นความโกรธไปได้ 

ทางที่จะตัดรากเหง้าความโกรธ ก็คือ
1.การลดความอาฆาตพยาบาท จองเวร ต่อกันและกัน จนหมดสิ้นทุกภพชาติ
2.ลดทิฐิมานะ ถือว่าตัวดีตัวรู้ ยอมรับฟังเหตุผลของผู้อื่นเสมอๆแล้วจังตัดสินใจ
3.ไม่เบียดเบียนชีวิตผู้อื่น เพราะการเบียดเบีัยนชีวิตผู้อื่นเป็นการสร้างเวร
สร้างความโกรธแค้น อันจะเป็นสิ่งที่ทำให้เราเดือดร้อน ไม่จบสิ้น
ความโกรธนั้นพระพุทธเจ้า ท่านเปรียบไว้ 3 อย่างดังนี้
1.การเขียนลวดลายไว้บนก้อนหิน( ยากที่จะลบเลือนไปได้ง่ายๆ)
2.การเขียนลวดลายไว้บนพื้นดิน(ต้องใช้สติปัญญาและเวลาพอสมควร)
3.การเขียนลวดลายไว้บนพื้นน้ำ (เกิดขึ้นแล้วดับไป)

แต่ผมขอเพิ่มอีกระดับหนึ่งแล้วกัน คือ
4.การเขียนลวดลายบนอากาศ (หมดความโกรธสัมผัสความโกรธนั้นไม่ได้เลย)
หากผู้ใดละความโกรธ นั้นได้ จนหมดสิ้น ถือว่าท่านผู้นั้นเป็นปัญญาชน ระดับพระอริยะบุคคล ระดับ อานาคามีหากหล่ะได้มากกว่านี้ คือปล่อยวางร่างกายดั่งพื้นปฐพีท่านนั้นก็ถึงซึ่ง พระอรหันตผล ในที่สุด สาธุ

ความโกรธและกิเลศเป็นของคู่กันแยกกันไม่้ออก

 จุดเริ่มต้นหรือบ่อเกิดแห่งความโกรธ มาจาก 2 สิ่งนี้เป็นจุดเริ่มต้นนำไปสู่ความโกรธ
1.ความไม่พอใจ กับการคำพูดและการกระทำของสิ่งรอบตัวเรามากระทบเราแล้วเกิดความไม่พอใจ แล้วส่งไปเป็นความโกรธทีละขั้น จนเป็นแรงอาฆาตพยาบาทจองเวร
2.ความไม่ชอบใจ กับคำพูดและการกระทำของสิ่งรอบตัวเรา โดยที่ตัวเราเป็นผู้ไปแสวงหา นำมาใส่ใจเอง แล้วส่งไปเป็นความโกรธทีละขั้น จนเป็นแรงอาฆาตพยาบาทจองเวร เช่นเดียวกัน
แล้วความพอใจและความชอบใจ ถือว่าส่วนนี้เป็นกิเลศ ตรงกันข้ามกับความโกรธ

แต่ก็ยังดีกว่าความไม่พอใจ ความไม่ชอบใจอยู่มาก ถือว่าเป็นของเย็นมีได้แต่ให้พอดี หากมีมากเกินไป ก็จะเป็นความหลง กลายเป็นกิเลศเหมือนกันเราต้องเข้าใจ เรื่องความไม่พอใจ ความพอใจ ความไม่ชอบใจ ความชอบใจมันเป็นสิ่งสมมุติอุปาทานทั้งสิ้น ทำให้เราจมดิ่งหรือหลงตัวเองปล่อยวางไม่ได้หาก เราเคยชินกับความพอใจและชอบใจมากเกินไปเมื่อมีความไม่พอใจความไม่ชอบใจมากระ ทบ เราก็จะโกรธง่ายขึ้นกว่าคนอื่น จงเข้าใจกับสิ่งนี้ให้มากความไม่พอใจหรือความไม่ชอบใจ มีมากเกินไปก็จะทำร้ายตัวเองและผู้อื่นความพอใจหรือความชอบใจ มีมากเกินไป ก็หลง กลายเป็นกิเลศตัณหาอุปาทานสิ่ง ที่ดีที่สุด คือการ ปล่อยวาง ไม่ยึดถือ ไม่ยึดติด ไม่ยึดมั่น 
 สติเท่านั้นเป็นตัวที่ทำให้เรา ทำสิ่งนี้ได้ จงใช้สติ เมือมีความโกรธเข้ามากระทบหรือเราส่งไปกระทบใช้สติพิจารณา อย่าเพิ่งด่วนตัดสินว่าสิ่งนี้ผิดหรือถูก ให้ตรึกตรองใช้สติให้ดีเสียก่อน สิ่งที่เราคิดว่าผิด ว่าไม่ดี อาจจะเป็นสิ่งที่ถูกต้องสำหรับคนอื่นก็ได้ อย่าได้คิดเข้าข้างตัวเอง แล้วตัดสินใจ จงคิดกลับไปกลับมาให้ดีเสียก่อนเมื่อได้คำตอบที่ดีที่สุดแล้วจงปล่อยวางสิ่ง นั้นเสีย เพื่อความโกรธนั้นจะได้เบาบางลงไปจนในที่สุดความโกรธนั้นคงมีอยู่แต่ก็ไม่อาจจะเกิดขึ้นมาได้อีกเลย ในใจเราเหมือน สายน้ำที่ไหลลงจากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ สายน้ำนั้นก็ไม่อาจจะไหลจากที่ต่ำขึ้นสู่ที่สูงได้ แต่น้ำนั้นก็ยังคงมีอยู่เช่นนั้นเปรียบเหมือนกับโกรธคงมีแต่ไม่อาจจะเกิด ขึ้นได้ ผู้ละความโกรธ ได้ นั้น เป็นผู้ที่เข้าถึงจิตแห่งมาร เห็นตัวมาร ในที่สุดก็จะทำลายมารนั้นได้ ในไม่ช้า ผู้ที่ละความโกรธได้ นั้นเป็นพระอริยะ ชั้นพระอนาคามี ผู้ซึ่งใกล้พระอรหันตผล